Ad Code

Responsive Advertisement

ชีวประวัติ บาบออับดุลการีม นาคนาวา ปอเนาะดาลอ ปัตตานี

บาบอการีมเกิดที่ หมู่บ้านหนึ่งในตำบลหมอนทอง อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา 
 ท่านเรียนสายสามัญ จบระดับชั้นประถมศึกษาปีที่4 จากรร.ที่บ้านเกิด 
เรียนศาสนา (เคยเรียนเหมือนการเรียนตาดีกา ในแถบสามจังหวัดบ้านเรา) ในชุมชน หมู่บ้านคลอง19 (มัสยิดอัลอัซฮัร คลอง19) หลังจากเรียนจบสายสามัญ(ป.4)ได้ประมาณ1-2ปี ได้ไปเรียนต่อกับครูอับดุลซอมัด (คลอง18) ซึ่งเปิดสอนเป็นปอเนาะพร้อมๆกับเรียนสามัญ (ป.5-6) ที่ปอเนาะนั้นเลย เรียนได้ประมาณ 2ปี เมื่อจบแล้วก็มาเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนหลอแหล มะเซาะหะตุดดีน ท่านอยู่ที่หลอแหล 3 เดือน ได้เรียนกับท่านอาจารย์อาบีดีน มีความฝังจิตฝังใจกับที่นี่มาก เพราะได้ความรู้วิชาตัสรีฟจากปอเนาะหลอแหล ช่วงนั้นโต๊ะกีของบาบอการีม (ปู่) ขายที่นาที่บ้านป่า เพื่อจะทำไปฮัจญี หลังจากกลับมาอยู่บ้าน ก็ได้ส่งลูกชายคนสุดท้อง (น้องชายของพ่อบาบอการีม)ให้มาเรียนที่โรงเรียนซาลามอและ (ครูยีมะลาแก) ที่นาประดู่ จังหวัดปัตตานี ทุกวันนี้เป็นโรงเรียนสอน สามัญและศาสนา (รู้สึกจะเป็นโรงเรียนมูฮัมมาดียะห์ ที่อยู่ก่อนถึงนาประดู่)

 จู (อาชายของบาบอการีม) ได้มาอยู่นาประดู่ก่อนแล้ว ต่อมาปู่ของบาบอจะส่งบาบอมาอยู่ทางใต้ บอกว่าอีก 3 วันปู่จะมารับ บาบอเข้าใจว่าคุณปู่พูดล้อเล่น จึงรับปากตกลง เมื่อครบ 3 วัน คุณปู่ก็มารับขึ้นรถไฟไปปัตตานี

 บาบอการีมเข้ามาเรียนกีตาบเล็กๆ (แบบโรงเรียน) ที่นั่น พอเรียนไปก็รู้สึกไม่ชอบ ได้ไปปรับทุกข์กับจูว่า เรามาเรียนกีตาบเล่มเล็กๆแล้วถ้ากลับไปจะไปแปลกีตาบเล่มใหญ่ๆให้คนฟังยังไง ท่านอยากเรียนกิตาบมุฏละอีน วิชาฮุลอัฟเราะห์ และกิตาบอื่นๆ ที่ใช้สอนชาวบ้านได้ จึงชวนจูออกไปเรียนที่ปอเนาะ ที่ป็นปอเนาะแท้ๆ และก่อนออกจากปอเนาะสลามอและก็ได้ขออนุญาตบาบอปอเนาะสลามอและก่อน บาบอก็อนุญาต และก่อนออกจากปอเนาะสลามอและ  บาบอก็ได้เตือนว่า ต่อไปนั้นปอเนาะจะกลายเป็นโรงเรียนกันหมด อยากให้เรียนพื้นฐาน เพราะสามารถเปิดโรงเรียนเหมือนแบบท่านได้ แต่บาบอการีมก็ยังคงยืนกรานในความตั้งใจเดิมและได้ออกจากปอเนาะมา

 หลังจากออกมาจากปอเนาะที่นาประดู่แล้ว ก็ได้มาหาข้อมูลที่ปอเนาะสะมือลา และได้สืบทราบว่าบาบอปอเนาะสะมือลา (บาบอแอ สะมือลา) กำลังป่วย เมื่อคิดว่าบาบออาจจะสอนไม่ไหวแล้ว จึงได้มาขอเข้าเรียนที่ปอเนาะบรือมิง (บาบอแม บรือมิง) ก็ได้ปอเนาะวากัฟหลังหนึ่งหลังจากนั้นก็ได้ขนของมาอยู่ที่ปอเนาะบรือมิง แต่ปรากฏว่า ปอเนาะวากัฟ ที่จองไว้นั่นมีคนเข้ามาอยู่เสียแล้ว จึงต้องขนของกลับมาอยู่ที่ปอเนาะสาลามอและใหม่ ระหว่างนั้นก็ได้สืบเสาะหาปอเนาะที่ดีๆใหม่ มีคนแนะนำปอเนาะดาลอแก่บาบอการีม ท่านจึงได้เข้ามาอยู่ปอเนาะดาลอ  เนื่องจากว่ากลัวว่าปอเนาะจะมีคนอยู่ก่อนแล้วเหมือนครั้งที่ผ่านมา จึงขอซื้อปอเนาะเพื่ออยู่เลย ไม่รอปอเนาะวากัฟว่างแล้ว จึงได้อยู่ปอเนาะที่ชายคลอง อยู่กัน3คน ที่มาจากกรุงเทพ(บาบอการีม จู และเพื่อนอีกคนชื่อฮากีม) ปอเนาะดาลอสมัยนั้นไม่มีคนกรุงเทพเลย มีคนพูดไทยแต่พูดใต้ จากสงขลา และจังหวัดอื่นๆ แต่คนจากภาคกลางไม่มีเลย

       ตอนที่มาอยู่ดาลอ ขณะนั้นอายุได้ 20 ปี  ก็ได้รับใช้โต๊ะครู(บาบออับดุลเราะห์มาน) เวลาที่โต๊ะครูใช้งานอะไรท่านก็จะรับอาสาทันที โต๊ะครูเลยรักและเอ็นดู เวลามีปูโละ(กินบุญ)ที่ไหน ก็จะพาไปด้วย ท่านทำงานรับใช้โต๊ะครูมากไม่ได้เรียนเหมือนคนอื่นเท่าไหร่  ขณะนั้นที่บนบาลายเล็ก ใกล้ๆกับบาลายใหญ่ของโต๊ะครู มีคนสอนหนังสือประจำอยู่แล้วคือฮัจยีฮาโรน ยะหา  นอกจากสอนหนังสือแล้ว ก็มีหน้าที่ดูแลเครื่องปั่นไฟของปอเนาะด้วย (ขณะนั้นปอเนาะยังไม่มีไฟฟ้าเข้า ต้องใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟ)  มีนักเรียนเป็นร้อยมาเรียน บนบาลายเล็กนี้ ฮัจยีฮาโรนนี้ โต๊ะครูก็จะเอาเป็นลูกเขย แต่ฮัจยีฮาโรนปฏิเสธ เพราะท่านจะไปเรียนต่อที่มักกะห์ และต่อมาท่านก็ได้ออกจากปอเนาะไปเรียนต่อต่างประเทศ   โต๊ะครูจึงมอบหมายให้บาบอการีมสอนหนังสือต่อจากฮัจยีฮาโรน ขณะนั้น บาบอการีมอายุประมาณ 25 ปี ท่านรู้สึกว่าความรู้ตัวเองนั้นยังน้อย อีกทั้งภาษามลายูก็พูดไม่ชัด บาบอการีมจึงให้เหตุผลดังกล่าวกับโต๊ะครู เมื่อโต๊ะครู ได้ฟังดังนั้นจึงไม่พอใจ และสั่งว่าต้องสอนและต้องเชื่อฟังท่าน  ก่อนหน้าที่บาบอการีมจะไปพบกับโต๊ะครู มีคนเคยบอกท่านว่าถ้าอยู่กับโต๊ะครู แล้วท่านไม่พอใจหรือโกรธนั้นอย่าได้ไปโต้เถียงแต่ให้โอนอ่อนผ่อนตาม บาบอการีมจึงได้รับปากที่จะสอน  จึงจัดเตรียมตำราและเตรียมตัวเพื่อจะสอน ด้วยความที่บาบอการีมยังพูดสำเนียงมลายูไม่ชัด (แปและ) เมื่อสอนก็จะมีคนหัวเราะท่าน ท่านจึงจดคำเหล่านั้นไว้มาฝึกพูดให้ชัดเจน และวันหนึ่งเสียงหัวเราะก็ค่อยๆหมดไปเอง ท่านจึงสอนเรื่อยมา บาบอการีมจึงสอนไปด้วย และเรียนไปด้วย มีคนมาเรียนกับท่านเป็นจำนวนมาก ท่านไม่ได้จดจำว่าคนที่มาเรียน นั้นอยู่ที่ไหนบ้าง ถึงเวลาก็สอนอย่างเดียว ทำให้เวลาที่ท่านพบเจอลูกศิษย์หรือมีลูกศิษย์เข้ามาทักทาย บางทีท่านก็จำไม่ได้ เวลาเรียนท่านจะชอบฎอเบต (จดบันทึก) ท่านบอกว่า ความจำของท่านไม่ดีเท่าไหร่ เพื่อนที่เรียนร่วมกับท่านนั้นถามท่านว่าจะฎอเบตไปทำไมเยอะแยะ แต่ต่อมาเพื่อนเหล่านั้นเองก็ได้มาขอฎอเบตของท่าน เพื่อนำไปใช้สอน

ลูกศิษย์ที่จบแล้วเมื่อต้องไปสอนคนอื่น ก็ต้องกลับมาขอความช่วยเหลือจากบาบอการีมมาขอกีตาบที่ฎอเบตไว้ ท่านจึงพูดให้ลูกศิษย์ฟังเสมอ เรื่องความสำคัญของการจดบันทึกขณะที่เรียน ท่านกล่าวว่า เราจะหาหนังสือที่สะอาดสะอาด เราก็ซื้อได้เยอะแยะ
แต่จะหาตำราที่มีการจดบันทึกเอาไว้ ก็ไม่มีเล่มไหนเหมือนเล่มของเราที่เราจดบันทึกเอาไว้หรอก
 ในระหว่างที่ท่านเรียนหนังสือนั้น โต๊ะครูก็ส่งคนมาทาบทามให้แต่งงานกับลูกสาวของโต๊ะครู บาบอการีมยังไม่ได้รับปากทันที ท่านจึงขออนุญาตกลับไปบ้านเพื่อปรึกษาเรื่องแต่งงานกับทางครอบครัวก่อน ทุกคนก็บอกว่าแล้วแต่บาบอการีมจะตัดสินใจ แต่โต๊ะกี (ปู่) ซึ่งส่งให้บาบอการีมได้มาเรียนปอเนาะนั้นไม่เห็นด้วย

ในที่สุดบาบอการีม ก็เดินทางกลับมาปอเนาะ และได้ตัดสินใจแต่งงานกับลูกสาวของโต๊ะครู  
ต่อมาโต๊ะครูบาบออับดุลเราะมานท่านได้ป่วยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมจนกระทั่งเดินไม่ได้ ต้องให้บาบอการีมและบรรดาลูกศิษย์อื่นๆช่วยกันหามไปด้วยกับเก้าอี้เวลาไปนำละหมาดที่บาลาย 

จนกระทั่งบุตรคนโตของบาบอการีม (มูฮัมหมัด)
อายุได้ประมาณ 6 เดือน โต๊ะครู (บาบออับดุลเราะมาน) ก็ถึงแก่กรรมเมื่อท่านอายุ 85 ปี 
 หลังจากที่บาบออับดุลเราะมานถึงแก่กรรม บาบอฮูเซ็นก็ขึ้นมาทำหน้าที่บาบอดูแลและสอนต่อ ช่วงนั้นบาบอการีมก็สอนในปอเนาะ และที่บ้านของท่าน เมื่อมีคนเรียนมากขึ้น จึงมีการสร้างบาลายสำหรับให้บาบอการีมสอนบริเวณเขตปาแด บาบอการีมสอนที่นี่อยู่หลายปี
จนบาลายหลังแรกที่บาบอการีมใช้สอนนั้น ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่สอนการท่องจำอัลกุรอาน (ฮาฟิส) และได้ย้ายไปสร้างบาลายหลังใหม่ ในบริเวณใกล้ๆกัน ท่านได้สอนที่บาลายหลังนี้จนกระทั่งถึงปัจจุบัน 

ต่อมาช่วงที่บาบอฮุเซ็นป่วย และได้มีการเรียกประชุม บาบอฮุเซ็นได้มอบหมายให้บาบอการีมรับหน้าที่ดูแลปอเนาะต่อ  บาบอการีมเล่าว่า ท่านได้แต่นิ่งเงียบ เพราะใจนึงก็อยากจะกลับบ้าน ใจนึงอยากจะอยู่ที่นี่ เพราะเคยตั้งใจว่าถ้าได้ความรู้แล้วจะกลับไปเปิดปอเนาะที่บ้าน  แต่ก็มีความเกรงใจกับโต๊ะครูที่มาขอร้อง ท่านจึงตกลงรับหน้าที่นี้  และเมื่อบาบอฮุเซ็นป่วยหนักก็ได้เรียกบาบอการีมเข้าพบหลังมัฆริบ เพื่อจะให้บาบอการีมสอนกีตาบวิชา ตัฟซีร มินฮาจฯ ในเดี๋ยวนั้นเลย แต่บาบอการีมตอบว่ายังไม่สามารถสอนคืนนี้ได้เนื่องจากยังไม่ได้เตรียมตัว วันต่อมาบาบอการีมก็ได้สอนหนังสือที่มัสยิดด้านใน ที่บาบอฮุเซ็นสอนอยู่ประจำ หลังจากที่บาบอฮุเซ็นฟังบาบอการีมสอน ก็เป็นที่พอใจ ท่านจึงให้บาบอกรีมสอนแทนนับแต่นั้นเป็นต้นมา
          ช่วงที่ บาบอฮุเซ็น ยังเป็น บาบออยู่นั้น ได้มีการดำเนินการจัดตั้งสภาอุลามาอ์ ฟาฏอนีย์ ดารุสสลามขึ้นโดยมีบาบอฮุเซ็นเป็นประธาน และบาบอการีมทำงานอยู่เบื้องหลังอย่างจริงจัง แต่ก็ใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จ จนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือจากท่านรองผู้ว่าฯซึ่งเป็นคนมุสลิม เซ็นอนุมัติให้สามารถจัดตั้งมูลนิธิสภาอุลามาอ์ได้ มีเป้าหมายเพื่อที่จะผลิตบุคลากร นักวิชาการทางศาสนา เพื่อสืบสานวิชาการอิสลาม รับใช้สังคมและประเทศชาติสืบไป 
บาบอการีมเล่าถึงเป้าหมายที่วางไว้คือ
        หลังจากที่มีมัสยิดเชคดาวูด(มัสยิดของสภา อุลามาอ์) มีบาลาย มีบ้านโต๊ะครู และอื่นๆ ก็จะมีการคัดเลือกเด็กฮาฟิซ ปีละ 15 คน  โดยเลือกเด็กที่มีเชาว์ปัญญา สามารถเรียนต่อไปสูงๆได้ ถึงขั้นด๊อกเตอร์ได้ คัดมาอย่างน้อยจังหวัดละ3คน ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา สตูล คัดมาจังหวัดละ3คน แล้วก็ให้เข้าท่องจำกันประมาณ 15 มัตตัน จะต้องอยู่กับสภาอูลามะอ์ จนกระทั่งสามารถพูดภาษาอาหรับได้ เด็กๆเหล่านี้นั้นขอเพียงจบด๊อกเตอร์มาสัก 2คน ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว แต่อีก13 คนที่เหลือนั้นก็ถือว่ามีความรู้ในระดับหนึ่ง สามารถที่ทำหน้าที่ ทางวิชาการได้ในระดับหนึ่ง ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว  การทำเช่นนั้นก็จะทำให้ วิชาความรู้ อิสลาม ก็จะอยู่คู่กับปัตตานีสืบไป และจะเจริญงอกงามยิ่งขึ้น ในอนาคต     
 คติประจำใจหรือหลักในการดำเนินชีวิตของบาบอการีม นั่นคือ  "จินตนาการความคิดของบุรุษชาติอาชานัยนั้นสามารถทำให้เรานั้นฝ่าฟันอุปสรรคไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไม่ย่อท้อ"และ "ฉันคิดว่า(เรื่องที่มันยากๆ)มันเป็นเรื่องที่ง่ายดาย จนกระทั่งฉันได้รับในสิ่งที่ฉันปรารถนา(เช่นว่า คนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้)"และ "จะไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการหรือสิ่งที่ปรารถนา นอกจากจะต้องมีความอดทน"

เรียบเรียงโดย รอกิ๊บ บิน ย๊ะกู๊บ
#ULAMAs #ต่วนฆูรูบาบอการีม_ดาลอ

แสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น

Ad Code

Responsive Advertisement